ความเป็นมาของสำนักงานศึกษาธิการภาค

สำนักงานศึกษาธิการภาค 1-13 มีจุดเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ.2452 โดยกระทรวงธรรมการได้แต่งตั้งข้าหลวงธรรมการมณฑลไปประจำครบทุกมณฑลและเรียกชื่อใหม่ว่า ธรรมการมณฑล เพื่อทำหน้าที่ ตรวจสอบวางแผนการเล่าเรียนและทำรายงานประจำปียื่นต่อกรมศึกษาธิการ เช่นเดียวกับที่กรมศึกษาธิการให้ตั้งสารวัตรใหญ่การศึกษา 1 สำหรับแต่ละมณฑลใหญ่ ตามโครงการศึกษาของชาติ ในพ.ศ. 2441

พ.ศ.2458 หลังจากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งอาณาเขตตรวจการศึกษาหัวเมืองออกจากมณฑลกรุงเทพ โดยแบ่งออกเป็น 4 ภาค ได้ตั้งตำแหน่ง ข้าหลวงตรวจการประจำภาค ภาคละ 1 คน โดยให้ข้าหลวงตรวจการประจำภาค มีหน้าที่ตรวจราชการแผนกธรรมการ เพื่อดูแลการงานให้เป็นไปตามระเบียบ สิ่งใดควรเสนอต่อสมุหเทศาภิบาลก็ให้เสนอโดยตรง

พ.ศ.2476 ได้มีการแต่งตั้งตำแหน่ง ข้าหลวงตรวจการธรรมการ ขึ้น 9 ตำแหน่งให้ประจำอยู่จังหวัด อันเป็นที่ตั้งมณฑลเดิมเพื่อจะได้ตรวจตรางานอย่างใกล้ชิด และใน พ.ศ. 2479 ได้ประกาศแผนการศึกษาแห่งชาติใหม่ สำหรับโรงเรียนรัฐบาลในส่วนภูมิภาคจะคงมีเฉพาะธรรมการจังหวัดเป็นเจ้าหน้าที่คอยตรวจตรา แนะนำทั้งฝ่ายวิชาการและธุรการ สำหรับข้าหลวงตรวจการธรรมการ เป็นเจ้าหน้าที่คอยตรวจตราดูแลกำกับอีกชั้นหนึ่ง

พ.ศ.2484 กระทรวงธรรมการได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษา การศาสนา และศิลปากร ได้มีการตั้ง ข้าหลวงตรวจการศึกษาภาค โดยได้กำหนดหน้าที่ของ ข้าหลวงตรวจการศึกษาภาค ให้เป็นผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการในส่วนภูมิภาค ตรวจตราสอดส่องกิจการแผนกศึกษาธิการและความประพฤติของข้าราชการ ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในกิจการแผนกศึกษาธิการ ประสานงานซึ่งต้องปฏิบัติร่วมกันระหว่างจังหวัดในภาคของตน ให้ดำเนินไปโดยเรียบร้อย รวมทั้งเร่งรัดแก้ไขอุปสรรคการงาน และประสานสามัคคีระหว่างข้าราชการในจังหวัดหรือระหว่างจังหวัดในภาคของตน ตลอดจนให้ความร่วมมือกับข้าหลวงตรวจการภาคของ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แห่งกิจการส่วนรวม

พ.ศ.2495 รัฐบาลได้ปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผ่นดินขึ้นใหม่ โดยประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2495 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2495 สำหรับการแต่งตั้งหัวหน้าส่วนราชการประจำภาค เดิมกระทรวงศึกษาธิการได้แต่งตั้งข้าหลวงตรวจการศึกษาภาค ไปเป็นหัวหน้าส่วนราชการประจำภาค แต่ตำแหน่งไม่สอดคล้องกันกับผู้ว่าราชการภาค จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบบริหารราชการสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2495 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2495 แบ่งภาคการศึกษา ตามภาคการปกครอง และได้กำหนดตำแหน่ง ศึกษาธิการภาค ขึ้นแทน

พ.ศ.2500 ได้เปลี่ยนชื่อศึกษาธิการภาค เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ใหม่ และมีการกำหนดระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2500

พ.ศ.2504 ได้มีกฎ ก.พ. ฉบับที่ 300 (พ.ศ.2504) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2497 ประกาศเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2504 เปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการเป็น ผู้ตรวจการศึกษา

พ.ศ.2516 ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาแบ่งท้องที่ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยการเปลี่ยนชื่อภาคศึกษาเป็น เขตการศึกษา มีจำนวน 12 เขต ซึ่งมีลำดับชื่อเขตการศึกษาและจังหวัดภายในเช่นเดียวกับภาคศึกษา และเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้ตรวจการศึกษาเป็น “ศึกษาธิการเขต”

พ.ศ.2520 ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาแบ่งท้องที่กระทรวงศึกษาธิการออกเป็นเขตการศึกษา
1–12 และเพิ่มเขตการศึกษากรุงเทพมหานครอีก 1 เขต ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งท้องที่ของกระทรวงศึกษาธิการออกเป็นเขต พ.ศ.2520 เนื่องด้วยในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครมีประเภทและปริมาณโรงเรียนอยู่ในความรับผิดชอบเป็นจำนวนมาก จึงสมควรแบ่งเขตรับผิดชอบในการปฏิบัติงานสำหรับกรุงเทพมหานคร เพิ่มขึ้นเป็นอีกเขตหนึ่งต่างหาก จากเขตการศึกษา 1 ที่สังกัดเดิม

พ.ศ.2526 กระทรวงศึกษาธิการได้ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยอำนาจหน้าที่และแนวปฏิบัติราชการของศึกษาธิการเขต พ.ศ.2526 โดยกำหนดให้ศึกษาธิการเขตเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้าง สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงที่ปฏิบัติราชการ ณ สำนักงานศึกษาธิการเขต และเป็นผู้ควบคุมดูแลการปฏิบัติราชการของข้าราชการและลูกจ้างที่กรมหรือส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม ส่งไปประจำปฏิบัติในสำนักงานศึกษาธิการเขต รวมทั้ง กำหนดอำนาจหน้าที่ภายในเขตการศึกษา ดังต่อไปนี้

1.ปฏิบัติงานทางวิชาการเกี่ยวกับการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามนโยบายและคำสั่งของกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวคือ 1) ดำเนินการและรับผิดชอบ ในงานการสำรวจวิจัยและพัฒนาการศึกษา การศาสนา และวัฒนธรรม 2) ส่งเสริมการเรียนการสอน และการประเมินผลการเรียน เพื่อให้ได้ผลตามหลักสูตรและร่วมมือประสานงานกับจังหวัดและท้องถิ่นในการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น ศึกษา ติดตาม และประเมินผลมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา เพื่อให้บังเกิดผลดี

2.ตรวจนิเทศและติดตามผลการปฏิบัติงานในสังกัด และหน่วยงานในความควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับนโยบาย กฎหมาย คำสั่ง ข้อบังคับ ระเบียบแบบแผน รวมทั้งหลักการและวิธีการปฏิบัติงานแก่ข้าราชการและสถานศึกษา

3.อบรมครูและเจ้าหน้าที่ทางการศึกษาตามที่ได้รับมอบหมาย

4.ประสานงานกับกรม จังหวัด ส่วนราชการ และสถานศึกษา ในการวางแผนและทำโครงการในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษา ศาสนา การวัฒนธรรม และงานอื่น ๆ ซึ่งเป็นงานในหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามนโยบายและเป้าหมาย

5.ปฏิบัติงานตามโครงการและงานต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการและกรม หรือส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการตามที่ได้รับมอบหมาย

6.รายงานความเคลื่อนไหวหรือเหตุการณ์ทางการศึกษา การศาสนา การวัฒนธรรม ตลอดถึงโบราณสถาน โบราณวัตถุ ต่อกระทรวงศึกษาธิการและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อทราบทันท่วงทีเมื่อมีความจำเป็นจะต้องป้องกันหรือปรับปรุงแก้ไข

7. ประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัด และในความควบคุมดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมทั้งเสนอความคิดเห็นในการแก้ไขปรับปรุงต่อกระทรวงศึกษาธิการ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

พ.ศ.2535 สำนักงานศึกษาธิการเขต ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สำนักพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตการศึกษา 1–12 ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 พร้อมทั้งได้มีการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ใหม่ เพื่อให้การปฏิบัติราชการเกิดความคล่องตัว มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสภาพงานในขณะนั้น โดยกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 1) ปฏิบัติงานวิชาการด้านการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรม รวมทั้ง สนับสนุนการปฏิบัติงานทางวิชาการแก่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานศึกษาธิการอำเภอ และหน่วยงานอื่น ๆ ในสังกัดกระทรวงในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ตลอดจนการดำเนินการเกี่ยวกับงานเลขานุการของคณะกรรมการการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรมของเขตการศึกษา 2) พัฒนาระบบ รูปแบบ หลักสูตร และวิธีการจัดการศึกษา ตลอดจนติดตามผลการใช้หลักสูตร สื่อการเรียนการสอน นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมทั้งการส่งเสริมและควบคุมมาตรฐานคุณภาพการศึกษา 3) นิเทศ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงานทางวิชาการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง ให้เป็นไปตามหลักวิชาการและแผนงานของกระทรวง 4) ประสานและดำเนินการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรของกระทรวง ภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบ 5) ปฏิบัติงานร่วมมือกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย

พ.ศ.2546 กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 รวมทั้งได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ทำให้กรมต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการจาก 14 กรม ได้ถูกปรับเหลือเพียงหน่วยงานหลัก 5 หน่วยงาน คือ สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการแบ่งส่วนราชการภายใน ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 และเนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการได้ตระหนักถึงความสำคัญของงานการตรวจราชการตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ดังนั้น จึงได้ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งหน่วยงานภายในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการขึ้น โดยจัดตั้งให้สำนักพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เขตการศึกษา (เดิม) เป็นสำนักผู้ตรวจราชการ ประจำเขตตรวจราชการ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่อง การจัดตั้งสำนักผู้ตรวจราชการ ประจำเขตตรวจราชการ ลงวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2546

พ.ศ.2546 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้งหน่วยงานภายในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการขึ้นโดยจัดตั้งให้สำนักพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เขตการศึกษา (เดิม) เป็นสำนักผู้ตรวจราชการ ประจำเขตตรวจราชการ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่อง การจัดตั้งสำนักผู้ตรวจราชการ ประจำเขตตรวจราชการที่ 1 – 12 และกรุงเทพมหานคร เป็นหน่วยงานภายในมีฐานะเทียบเท่าสำนักในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 1) ศึกษา วิเคราะห์ ข้อมูล สารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการตรวจราชการ 2) ดำเนินการเกี่ยวกับการสนับสนุนการตรวจราชการ นิเทศ ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลการปฏิบัติราชการตามนโยบายและแผนการติดตาม และประเมินผลของกระทรวง 3) วิจัยและพัฒนาระบบและประสานเครือข่ายการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลของกระทรวงศึกษาธิการ 4) ปฏิบัติการร่วมกับ หรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย

พ.ศ.2547 ได้มีการปรับเปลี่ยนเขตตรวจราชการใหม่ ให้สอดคล้องกับเขตตรวจราชการของสำนักนายกรัฐมนตรีและเขตตรวจราชการกระทรวงอื่น ๆ กระทรวงศึกษาธิการจึงยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การจัดตั้งสำนักผู้ตรวจราชการ ประจำเขตตรวจราชการ ลงวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2546 และประกาศจัดตั้งสำนักผู้ตรวจราชการ ประจำเขตตรวจราชการ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง จัดตั้งสำนักผู้ตรวจราชการ ประจำเขตตรวจราชการ ลงวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2547 โดยให้สำนักผู้ตรวจราชการ ประจำเขตตรวจราชการ มีหน้าที่เช่นเดิม

พ.ศ.2551 กระทรวงศึกษาธิการได้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง จัดตั้งสำนักผู้ตรวจราชการ ประจำเขตตรวจราชการ ฉบับลงวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2547 และประกาศจัดตั้งสำนักผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง จัดตั้งสำนักผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการที่ 1-13 กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2551 โดยให้สำนักผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการที่ 1–13 กรุงเทพมหานคร มีหน้าที่เช่นเดิม

ต่อมาในปีเดียวกันนั้น กระทรวงศึกษาธิการก็ได้ประกาศจัดตั้งสำนักบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษาที่ 1–12 และกรุงเทพมหานคร ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง จัดตั้งสำนักบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษาที่ 1–12 และกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2551 โดยยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง จัดตั้งสำนักผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการที่ 1–13 กรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2551 ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการให้เกิดการขับเคลื่อน เชื่อมโยงนโยบาย และยุทธศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการไปสู่การปฏิบัติระดับกลุ่มจังหวัด โดยการนำยุทธศาสตร์และการบูรณาการการจัดการศึกษาไปสู่การปฏิบัติอย่างเหมาะสม ตามบริบทของสังคม เศรษฐกิจ ประเพณี และวัฒนธรรม โดยได้กำหนดให้สำนักบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษาที่ 1 – 12 และกรุงเทพมหานคร เป็นหน่วยงานภายในมีฐานะเทียบเท่าสำนักในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 1) ขับเคลื่อน เชื่อมโยง นโยบาย และยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการไปสู่การปฏิบัติระดับกลุ่มจังหวัด 2) จัดทำ ประสาน และบูรณาการแผนยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดให้เกิดการเสริมพลังและการใช้ทรัพยากรร่วมกัน 3) ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และติดตามประเมินผล เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพการดำเนินงาน ตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ 4) เป็นเครือข่ายตามพันธกิจของหน่วยงานในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการตามที่ได้รับมอบหมาย 5) เป็นผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการในระดับกลุ่มจังหวัด ในการปฏิบัติภารกิจการพัฒนาตามที่ได้รับมอบหมาย 6) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

พ.ศ.2555 กระทรวงศึกษาธิการ ได้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง จัดตั้งสำนักบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษาที่ 1–12 และกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2551 และประกาศจัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค 1-13 (ศธภ. 1-13) ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง จัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค 1-13 สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 27 กันยายน 2555 เป็นหน่วยงานภายในที่มีฐานะเทียบเท่าสำนัก สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มีภารกิจเกี่ยวกับการเป็นหน่วยงานกลางในการส่งเสริม สนับสนุน อำนวยการ และพัฒนาการศึกษาแบบร่วมมือและบูรณาการกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานอื่นหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่กลุ่มจังหวัด จังหวัด และเขตตรวจราชการ

จากการศึกษาประวัติความเป็นมาและวิวัฒนาการของสำนักงานศึกษาธิการภาค 1-13 ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า สำนักงานศึกษาธิการภาค 1-13 เป็นองค์กรที่มีจุดเริ่มต้นมาจากกระบวนการของระบบราชการโดยนโยบายของรัฐในแต่ละยุคสมัย เพื่อทำหน้าที่ให้กับกระทรวงศึกษาธิการ ในการตรวจสอบ กำกับ เร่งรัด ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานและสถานศึกษา รวมทั้งการปฏิบัติงานทางวิชาการเพื่อสนับสนุนหน่วยงานและสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่ ให้สามารถดำเนินงานได้อย่างสอดคล้องกับนโยบายของรัฐ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และในอนาคตองค์กรดังกล่าวก็จะต้องไปปฏิบัติงานในการขับเคลื่อน เชื่อมโยง นโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ ติดตาม ประเมินผลและนิเทศการจัดการศึกษา รวมทั้งเป็นหน่วยงานกลางในการส่งเสริม สนับสนุน อำนวยการ และพัฒนาการศึกษาแบบร่วมมือและบูรณาการกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานอื่นหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่กลุ่มจังหวัด จังหวัด และเขตตรวจราชการ ทั้งนี้ความสำเร็จขององค์กรจะขึ้นอยู่กับความเข้าใจของผู้กำหนดนโยบาย รวมทั้งระดับการยอมรับในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานในองค์กรเป็นสำคัญ

--------------------------------------------------------------------------------------